FAQ & MORE

คำถามที่พบบ่อย และ ความรู้ที่สำคัญ

เคยไหม? อยากมีเว็บไซต์สวยๆ สักเว็บ แต่พอเริ่มหาคนทำ กลับเจอแต่เรื่องเล่าประเภท “โดนทิ้งงาน” “ติดต่อไม่ได้” หรือ “ได้เว็บไม่ตรงปก”

การเลือกบริษัทรับออกแบบเว็บไซต์  ไม่ใช่แค่ดูที่ราคาถูกที่สุด แต่คือการหา “พาร์ทเนอร์” ที่จะมาดูแลหน้าตาธุรกิจของคุณบนโลกออนไลน์ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าเงินที่จ่ายไปจะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า บริษัท มอร์ครีเอทีฟ พร้อมจะเป็นพาร์ทเนอร์ของคุณ เพราะ  “ความสำเร็จของลูกค้าคือความสุขของเรา”
ขอขอบคุณลูกค้าที่ใว้วางใจเราเสมอมา  

คำถามที่พบบ่อย และ ความรู้ที่สำคัญ

เคยไหม? อยากมีเว็บไซต์สวยๆ สักเว็บ แต่พอเริ่มหาคนทำ กลับเจอแต่เรื่องเล่าประเภท “โดนทิ้งงาน” “ติดต่อไม่ได้” หรือ “ได้เว็บไม่ตรงปก”

การเลือกบริษัทรับออกแบบเว็บไซต์  ไม่ใช่แค่ดูที่ราคาถูกที่สุด แต่คือการหา “พาร์ทเนอร์” ที่จะมาดูแลหน้าตาธุรกิจของคุณบนโลกออนไลน์ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าเงินที่จ่ายไปจะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า นี่คือ 7 คำถามสำคัญ ที่คุณต้องถามให้ชัดก่อนเซ็นสัญญาครับ

1. “มีผลงาน (Portfolio) ที่ใกล้เคียงกับธุรกิจของเราไหม?”

การดู Portfolio ไม่ใช่แค่ดูว่าสวยไหม แต่ต้องดูว่าเขามีประสบการณ์ในธุรกิจกลุ่มใกล้เคียงกับคุณหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าเขาเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าในกลุ่มธุรกิจนั้นๆ และรู้วิธีการวางโครงสร้างเว็บ ที่เหมาะสม

2. “ใครจะเป็นคนดูแลโปรเจกต์ และติดต่อได้ทางช่องทางไหนบ้าง?”

ปัญหาการทิ้งงานมักเริ่มจากการติดต่อยาก คำถามนี้จะช่วยให้คุณทราบว่าเขามีระบบการทำงานอย่างไร มี Project Manager ดูแลโดยตรงไหม หรือเราต้องคุยกับโปรแกรมเมอร์เอง ซึ่งความชัดเจนเรื่องช่องทางการสื่อสารคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ

3. “ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมอะไรบ้าง และมีค่าใช้จ่ายแฝง (Hidden Cost) หรือไม่?”

เช็กให้ชัวร์ว่าราคาที่เสนอมา รวมค่า Domain Name, Hosting, SSL (ใบรับรองความปลอดภัย) หรือค่าลิขสิทธิ์รูปภาพแล้วหรือยัง? เพื่อป้องกันปัญหา “งบบานปลาย” ในภายหลัง

4. “เว็บไซต์รองรับการแสดงผลบนมือถือ (Responsive Design) และ SEO หรือไม่?”

ในยุคนี้ เว็บสวยอย่างเดียวไม่พอครับ ต้องแสดงผลได้ดีทุกหน้าจอ และโครงสร้างเว็บต้องเอื้อต่อการติดอันดับบน Google (SEO Friendly) หากบริษัทไหนทำไม่ได้ ข้อนี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย

5. “หลังส่งมอบงาน เราสามารถแก้ไขข้อมูลเองได้ไหม?”

บริษัทรับทำเว็บที่ดีควรใช้ระบบจัดการเนื้อหา (CMS) เช่น WordPress ที่ใช้งานง่าย เพื่อให้คุณสามารถอัปเดตบทความหรือเปลี่ยนรูปภาพเองได้ โดยไม่ต้องคอยจ่ายเงินจ้างแก้ทุกครั้งที่มีการขยับขยาย

6. “มีการรับประกันงานหลังส่งมอบ และบริการดูแลรักษา (Maintenance) อย่างไร?”

หากเว็บล่มหรือเกิดบั๊กหลังจากเปิดใช้งานไปแล้ว 1 เดือน ใครจะเป็นคนแก้ไข? ต้องถามให้ชัดว่าเขามีบริการ Support หลังการขายอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายรายปีเท่าไหร่

7. “ลิขสิทธิ์ของเว็บไซต์และข้อมูลทั้งหมดเป็นของใคร?”

นี่คือคำถามสำคัญเพื่อป้องกันการโดนตัวประกันครับ เมื่อจบงาน ข้อมูลทุกอย่าง เช่น Source Code, ไฟล์กราฟิก และสิทธิ์การเข้าถึง Hosting/Domain ต้องตกเป็นของลูกค้า 100% เพื่อให้คุณสามารถย้ายผู้ดูแลได้หากจำเป็นในอนาคต

ราคางานเว็บไซต์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของเว็บไซต์, ความซับซ้อนของฟีเจอร์, เวลาในการพัฒนา ราคามาตรฐานของเราแบ่งตามเนื้องานดังต่อไปนี้ :

1. ประเภทของเว็บไซต์

  • เว็บไซต์แบบพื้นฐาน (Static Website): เว็บไซต์ที่แสดงข้อมูลอย่างเดียว ไม่มีระบบหลังบ้าน
    • ราคา: 5,000 – 20,000 บาท
  • เว็บไซต์บริษัท (Corporate Website): เว็บไซต์ที่แสดงข้อมูลบริษัท พร้อมระบบจัดการเนื้อหา (CMS)
    • ราคา: 20,000 – 50,000 บาท
  • เว็บไซต์ขายของออนไลน์ (E-commerce Website): เว็บไซต์ที่มีระบบตะกร้าสินค้า การชำระเงิน และการจัดการสินค้า
    • ราคา: 50,000 – 200,000 บาท
  • เว็บไซต์ชุมชน (Social Network/Forum): เว็บไซต์ที่มีระบบสมาชิก การโพสต์ และการติดต่อสื่อสาร
    • ราคา: 100,000 – 500,000 บาท
  • เว็บแอปพลิเคชัน (Web Application): เว็บไซต์ที่มีฟังก์ชันการทำงานซับซ้อน เช่น ระบบจองห้องพัก
    • ราคา: 80,000 – 200,000 บาทขึ้นไป

2. ฟีเจอร์และความซับซ้อน

  • ฟีเจอร์พื้นฐาน: การแสดงข้อมูล, การติดต่อ, แกลเลอรี่รูปภาพ
    • ราคา: 5,000 – 20,000 บาท
  • ฟีเจอร์ระดับกลาง: ระบบสมาชิก, การจัดการเนื้อหา (CMS), การชำระเงิน
    • ราคา: 20,000 – 100,000 บาท
  • ฟีเจอร์ขั้นสูง: ระบบ AI, การวิเคราะห์ข้อมูล, การเชื่อมต่อ API ภายนอก
    • ราคา: 100,000 บาทขึ้นไป
  •  
  •  

5. ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  • โดเมนเนม: 300 – 1,500 บาท/ปี
  • โฮสติ้ง: 1,000 – 10,000 บาท/ปี
  • การดูแลรักษา: 5,000 – 20,000 บาท/ปี

ราคางานเว็บไซต์พิจารณาจากความต้องการของลูกค้าและความซับซ้อนของงาน หากสนใจให้เราเสนอราคาก็ทักมาได้เลยครับ 

โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป และ 1 – 3 เดือน สำหรับโปรเจกต์ที่มีระบบซับซ้อนครับ

  • ทั้งนี้ ระยะเวลาอาจยืดหยุ่นตามความพร้อมของข้อมูล (รูปภาพ/เนื้อหา) และขั้นตอนการตรวจรับงานในแต่ละเฟส เพื่อให้มั่นใจว่างานที่ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดก่อนออนไลน์จริงครับ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า “ทำเว็บไซต์เสร็จ เท่ากับ งานจบ” แต่ในโลกออนไลน์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เว็บไซต์ก็เหมือนกับรถยนต์นะคะ หากขับอย่างเดียวโดยไม่เคยเข้าศูนย์เช็กระยะ วันหนึ่งเครื่องยนต์อาจดับกลางทาง หรือส่งผลเสียร้ายแรงกว่าที่คิด

นี่คือ 4 เหตุผลว่าทำไมการปล่อยเว็บไซต์ทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแล ถึงกลายเป็น “ฝันร้าย” ที่เจ้าของธุรกิจไม่อยากเจอ

1. ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

เว็บไซต์ที่ไม่เคยอัปเดตระบบหลังบ้าน, ปลั๊กอิน หรือธีม คือเป้าหมายอันดับหนึ่งของเหล่า Hacker และมัลแวร์ การปล่อยให้ระบบเก่าคร่ำครึเปรียบเสมือนการเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกฝังไวรัส หรือข้อมูลลูกค้าหลุดไหลออกไป ซึ่งความเสียหายด้านชื่อเสียงนั้นประเมินค่าไม่ได้

2. ประสบการณ์ใช้งานที่แย่ลง

เมื่อเทคโนโลยี Browser หรือระบบปฏิบัติการบนมือถืออัปเดตบ่อยครั้ง เว็บไซต์ที่ไม่ได้รับการปรับปรุงอาจเกิดอาการ “หน้าเว็บเพี้ยน” รูปไม่ขึ้น ลิงก์เสีย หรือโหลดช้าลงอย่างน่าตกใจ ผลคือลูกค้าจะกดปิดเว็บไซต์ของคุณภายในไม่กี่วินาที และเปลี่ยนไปหาคู่แข่งทันที

3. อันดับบน Google ร่วงกราว ข้อนี้กระทบแรงเลยนะคะ

Google รักเว็บไซต์ที่มีการเคลื่อนไหวและมีความเสถียร หากเว็บไซต์ของคุณมีลิงก์เสีย (Broken Links) เยอะ หรือความเร็วในการโหลดต่ำ Google จะลดคะแนนคุณภาพของเว็บไซต์ลง ส่งผลให้อันดับการค้นหาตกลงเรื่อยๆ จนลูกค้าหาคุณไม่เจออีกต่อไป

4. ค่าซ่อมแซมที่ “แพง” กว่าค่าดูแล

การจ่ายค่า Maintenance รายเดือนอาจดูเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายจุกจิก แต่เชื่อเถอะครับว่า “ค่ากู้คืนเว็บไซต์” หลังจากถูกแฮก หรือการต้องรื้อทำใหม่ทั้งหมดเพราะระบบพังจนแก้ไม่ได้นั้น มีราคาสูงกว่าหลายเท่าตัว แถมยังต้องเสียโอกาสทางธุรกิจในช่วงที่เว็บล่มไปอีกด้วยนะคะ

สรุป: การทำ Website Maintenance ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือการทำประกันความเสี่ยงให้กับธุรกิจของคุณในโลกดิจิทัล เพื่อให้เว็บไซต์ยังคงทำหน้าที่เป็นพนักงานขายที่เก่งที่สุดตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ

คำตอบสั้นๆ คือ “ควรมีอย่างยิ่งครับ”

แม้ว่ายุคนี้โซเชียลมีเดีย (Facebook, TikTok, IG) จะทรงพลังมาก แต่การสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนและดูเป็นมืออาชีพ เว็บไซต์คือ “บ้านที่แท้จริง” ของแบรนด์ ในขณะที่โซเชียลมีเดียเป็นเหมือน “หน้าร้านในตลาดเช่า” ครับ

นี่คือเหตุผลสำคัญที่คุณในฐานะ Designer สามารถนำไปใช้เป็นกลยุทธ์ได้ครับ:


1. ความน่าเชื่อถือ (Authority & Trust)

การมีชื่อโดเมนเป็นของตัวเอง (เช่น www.yourbrand.com) ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ได้ทันที ลูกค้าจะรู้สึกว่าแบรนด์นี้มีตัวตนจริง ตั้งใจทำธุรกิจ และมีความเป็นมืออาชีพมากกว่าแบรนด์ที่มีแค่เพจบนโซเชียล

2. การควบคุมดีไซน์ได้ 100% (Branding Control)

ในฐานะ Designer คุณจะรู้ดีว่า “ประสบการณ์การใช้งาน (UX)” และ “ภาพลักษณ์ (UI)” สำคัญขนาดไหน:

  • บนโซเชียล: คุณต้องจัดวางข้อมูลตามรูปแบบที่เขากำหนด (ตัวอักษรเท่ากัน สีพื้นหลังเหมือนกันหมด)

  • บนเว็บไซต์: คุณสามารถใช้ AI ช่วยสร้างอนิเมชั่น, การจัดวาง Layout ที่ฉีกแนว หรือการใช้คู่สีที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างอิสระ ทำให้แบรนด์ของคุณ “แตกต่าง” จากคู่แข่ง

3. เป็นศูนย์กลางข้อมูลและการทำ SEO

เว็บไซต์คือที่ที่คนจะหาคุณเจอเมื่อเขาต้องการ “คำตอบ” ไม่ใช่แค่การไถฟีดผ่านๆ

  • ถ้าใครค้นหาเรื่องที่เกี่ยวกับแบรนด์คุณใน Google หรือถามผ่าน AI Search (เช่น ChatGPT/Perplexity) เว็บไซต์ที่เป็นระเบียบจะถูกนำไปอ้างอิงและสร้าง Traffic กลับมาหาคุณได้ดีที่สุด

4. การเก็บข้อมูลและการตลาดเชิงลึก (Ownership of Data)

  • คุณสามารถติด Tracking Pixel เพื่อดูพฤติกรรมลูกค้าได้ว่าเขาสนใจบริการส่วนไหน

  • คุณสามารถทำระบบสมาชิก หรือเก็บรายชื่ออีเมล (Email List) เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการ “ปิดกั้นการมองเห็น” จากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม

5. รองรับ AI ในอนาคต

อย่างที่เราคุยกันเรื่อง Voice Search หากคุณมีเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างข้อมูลที่ดี AI จะสามารถดึงข้อมูลแบรนด์ของคุณไปตอบผู้ใช้งานได้แม่นยำ ทำให้แบรนด์ของคุณถูกค้นพบได้ในช่องทางใหม่ๆ


💡 มุมมองสำหรับสาย Designer:

สำหรับการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ ผมแนะนำแนวทาง “Social-First, Web-Centered” ครับ:

  1. ใช้ Social Media เป็นเหมือน “สะพาน” ดึงคนเข้ามาหา (เช่น ทำคลิปสั้นโชว์ผลงาน)

  2. ใช้ Website เป็น “จุดปิดการขาย” หรือ “Portfolio” ที่โชว์ศักยภาพแบบเต็มเปี่ยม

การมีบทความที่ดีส่งผลดีในหลายมิติครับ แต่ถ้าต้องเลือกจุดที่ “ส่งผลมากที่สุด” และเป็นรากฐานของส่วนอื่นๆ ผมขอยกให้เรื่อง การสร้างความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญ (Authority & Trust) ครับ

เหตุผลคือ เมื่อผู้อ่านรู้สึกว่าบทความนั้นให้คุณค่า มีข้อมูลที่ถูกต้อง และช่วยแก้ปัญหาได้จริง มันจะนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกในด้านอื่นๆ ตามมาดังนี้ครับ:


1. การสร้างตัวตนและความน่าเชื่อถือ (Brand Authority)

บทความที่มีคุณภาพคือ “จดหมายแนะนำตัว” ที่ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลหรือองค์กร หากบทความเขียนออกมาได้ลึกซึ้งและแม่นยำ คนจะจดจำว่าคุณคือ ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ในเรื่องนั้นๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจหรือการสร้างชื่อเสียง

2. การติดอันดับบน Google (SEO – Search Engine Optimization)

Google ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, and Trustworthiness)

  • บทความที่ดีช่วยให้เว็บไซต์อยู่อันดับต้นๆ ของการค้นหา

  • ช่วยดึงดูด “Organic Traffic” (คนที่สนใจจริงๆ) ให้เข้ามาหาคุณโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา

3. การเปลี่ยนผู้อ่านให้เป็นลูกค้า (Conversion Rate)

บทความที่ดีไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่ต้อง “โน้มน้าว” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  • ช่วยลดความกังวลหรือข้อสงสัยของลูกค้า

  • สร้างความมั่นใจก่อนที่เขาจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ

4. สินทรัพย์ที่ใช้งานได้ยาวนาน (Evergreen Asset)

โพสต์ในโซเชียลมีเดียอาจจะมีอายุแค่ไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วัน แต่ บทความที่ดีบนเว็บไซต์ เปรียบเสมือนพนักงานขายที่ทำงานให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ถ้าเนื้อหายังทันสมัย มันก็ยังคงดึงคนเข้ามาหาคุณได้เรื่อยๆ


สรุปสั้นๆ: บทความที่ดีส่งผลต่อ “ความเชื่อใจ” มากที่สุดครับ เพราะเมื่อคนเชื่อใจแล้ว การขาย การบอกต่อ หรือการติดตาม ก็จะตามมาเองอย่างง่ายดาย

เคยสงสัยไหมครับว่า เวลาเราจะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาสักหนึ่งเว็บ ทำไมบางคนพูดถึงเรื่อง “ความสวยงาม” แต่บางคนกลับพูดถึงเรื่อง “ระบบ” และ “โค้ด”? จริงๆ แล้ว สองสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่ขาดกันไม่ได้ เหมือนกับ “สถาปนิก” และ “วิศวกร” ที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้บ้านออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันครับว่า Web Design และ Web Development ต่างกันอย่างไร และทำไมธุรกิจของคุณถึงต้องมีทั้งคู่

1. Web Design: “หน้าตา” และ “ความรู้สึก” (The Architect)

Web Designer คือคนที่ดูแลสิ่งที่ผู้ใช้งาน “มองเห็น” และ “สัมผัส” ได้บนหน้าจอ หน้าที่หลักคือการเปลี่ยนไอเดียธุรกิจของคุณให้กลายเป็นภาพที่จับต้องได้ โดยเน้นไปที่:

  • Visual Design: การเลือกใช้สี ฟอนต์ และรูปภาพให้ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์

  • UI (User Interface): การจัดวางปุ่ม เมนู และองค์ประกอบต่างๆ ให้ดูสบายตา

  • UX (User Experience): การวางโครงสร้างให้คนใช้งานง่าย ไม่สับสน คลิกไปตรงไหนก็เจอสิ่งที่ต้องการ

  • เป้าหมาย: สร้างความประทับใจแรกพบ (First Impression) และทำให้คนอยากใช้งานต่อ

2. Web Development: “โครงสร้าง” และ “กลไก” (The Engineer)

Web Developer คือคนที่นำงานดีไซน์มาทำให้ “ใช้งานได้จริง” ผ่านการเขียนโปรแกรมหรือโค้ด เปรียบเสมือนการวางระบบน้ำ ระบบไฟ และโครงสร้างเหล็กให้บ้านแข็งแรง โดยเน้นไปที่:

  • Front-end: การเปลี่ยนรูปภาพดีไซน์ให้กลายเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ (HTML, CSS, JS) ที่แสดงผลบนเบราว์เซอร์

  • Back-end: ระบบหลังบ้าน การจัดการฐานข้อมูล ระบบตะกร้าสินค้า หรือระบบล็อกอินต่างๆ

  • Performance: ทำให้เว็บโหลดไว ปลอดภัย และรองรับการแสดงผลทุกหน้าจอ (Responsive)

  • เป้าหมาย: ทำให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างลื่นไหล เสถียร และปลอดภัย


ทำไมธุรกิจของคุณถึงต้องการ “ทั้งคู่”?

ลองจินตนาการดูครับว่า…

  • ถ้าเว็บ “ดีไซน์สวยมาก” แต่ “ระบบรวน” คลิกแล้วไม่ไป โหลดช้าจนน่ารำคาญ ลูกค้าก็จะกดปิดเว็บคุณทันทีภายในไม่กี่วินาที

  • ในทางกลับกัน ถ้าเว็บ “ระบบเทพมาก” แต่ “หน้าตาดูไม่น่าเชื่อถือ” วางองค์ประกอบสะเปะสะปะ ลูกค้าก็จะไม่กล้ากรอกข้อมูลหรือสั่งซื้อสินค้า เพราะขาดความมั่นใจในแบรนด์

หัวใจสำคัญคือ: เว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจาก Design ที่ดึงดูดใจ และขับเคลื่อนด้วย Development ที่ทรงพลัง

สรุป

ในการทำธุรกิจยุคดิจิทัล เว็บไซต์ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่มันคือ “เครื่องมือทำเงิน” การมองหาทีมงานที่เข้าใจทั้งศาสตร์ของศิลปะและวิศวกรรมการเขียนเว็บ จะช่วยให้คุณได้เว็บไซต์ที่ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ยังทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของคุณครับ


หากคุณกำลังมองหาทีมงานที่ดูแลให้ครบทั้งเรื่อง Design ที่โดดเด่น และ Development ที่มั่นใจได้ ทักมาปรึกษาเราได้ที่  เราพร้อมเปลี่ยนเว็บไซต์ของคุณให้เป็นพนักงานขายที่เก่งที่สุดครับ!

เว็บไซต์ทุกเว็บที่เราออกแบบ จะถูกวางโครงสร้างรองรับ Technical SEO เป็นมาตรฐานพื้นฐาน (เช่น ความเร็วเว็บ, การรองรับมือถือ, โครงสร้างโค้ดที่ Google ชอบ)

  • อย่างไรก็ตาม การติดหน้าแรกในคำค้นหาที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นต้องทำ “Content Marketing” หรือบทความอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย ซึ่งทางเรามีบริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์เนื้อหาเพื่อช่วยผลักดันอันดับในระยะยาวครับ

เราใช้ WordPress ในการสร้างเว็บไซต์ คุณจะมีระบบหลังบ้านที่ใช้งานง่าย เราจะมีการสอนใช้งานเบื้องต้นให้ คุณจะแก้ไขได้เองอย่างแน่นอน

ทางเรายืนยันว่าเป็น “มาตรฐานพื้นฐาน” ที่เราออกแบบให้อยู่แล้ว เพราะปัจจุบันคนเข้าเว็บผ่านมือถือมากกว่า 70-80% แล้วครับและนอกจากดูผ่านมือถือแล้วเรายังสามารถปรับให้ดูกับแทบเลตให้ด้วยครับ

ทางเรามีบริการ Backup ข้อมูลสำรอง และทีมงานที่พร้อม Support เมื่อเกิดปัญหาสามารถกู้คืนได้อย่างแน่นอนครับ

ค่าใช้จ่ายประจำปีจะมี 2 ส่วนหลักคือ:

  1. Domain Name & Hosting: ค่าชื่อเว็บไซต์และพื้นที่ฝากไฟล์เว็บ

  2. Maintenance Service (Optional): ค่าบริการดูแลความปลอดภัย อัปเดตระบบ และสำรองข้อมูล ซึ่งเราแนะนำให้มีไว้เพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้เสถียรและปลอดภัยตลอด 24 ชม. ครับ